ข้อคิด

0 913

สรุปเรื่องที่อาจารย์สอน
1. การรดน้ำต้นไม้ การรดน้ำต้นไม้ควร รดที่ราก ไม่ใช่ที่ผล ดังนั้น เราควรที่จะดูแลพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ก่อน ที่จะทุ่มเวลาทั้งหมดให้ลูกเรา2. ปริศนาธรรมในหนังไซอิ๋ว กับการเข้าสู่นิพพาน
การเดินทางสู่ให้มุ่งสู่ไซที หรือการเข้าสู่นิพพาน ของพระถัง จะต้องมีตัวละคร คือไซอิ้ว คือ ปัญญา
พระถัง คือ ศรัทธา/ เป้าหมาย
โป้ยก่าย คือ ศีล
ซัวเจ๋ง คือ สมาธิ
ม้าขาว คือ วิริยะ (ไม่มีความลังแลสงสัย)
ปีศาจ คือ กิเลส

การเดินทางต้องให้ ซัวเจ๋ง (สมาธิ) นำหน้า ส่วนพระถัง(ศรัทธา) ไซอิ้ว(ปัญญา) ม้าขาว(วิริยะ) เดินไปพร้อมกัน โดยให้ไซอิ้วจูงม้าขาว โป้ยก่าย(ศีล) ตามหลัง โดยระหว่างทางก็เกิดเหตุการณ์ดังนี้

1. ปีศาจจับตัวพระถังไป
– เมื่อไม่มี พระถัง (ศรัทธา/ เป้าหมาย) ต่างคนต่างลังเล จึงชวนกันเลิกไปไซที (หรือการเข้าสู่นิพพาน)

2. เมือปีศาจก่อกวน ไซอิ้ว(ปัญญา) ก็จัดการฆ่าปีศาจ ทำให้ พระถัง (ศรัทธา/ เป้าหมาย) ไม่พอใจ ทะเลาะกับ ไซอิ้ว(ปัญญา) ทำให้ ไซอิ้ว(ปัญญา) น้อยใจ หนีไปหาพระยูไล ให้โป้ยก่าย(ศีล) มาจูงม้า(วิริยะ) แทน
– เมือศีล มาอยู่ กับ วิริยะ แต่ขาดปัญญา ทำให้ งมงาย นั้นเอง
– ส่วน ไซอิ้ว(ปัญญา) เมือมีปัญหาไปหาพระยูไล คือ การเข้าปรึกษาบัณฑิต

3. เมือ ไซอิ้ว(ปัญญา) ทะเลาะกับ พระถัง (ศรัทธา/ เป้าหมาย) แล้วหนีไปอีก ที่นี้ให้ ซัวเจ๋ง(สมาธิ) มาจูงม้า(วิริยะ)แทน ปัญหาที่เกิดคือ
– เมื่อสมาธิอยู่กับวิริยะ ทำให้ บ้าสมาธิ นั่งสมาธิทั้งวันโดยขาดปัญญ

4. เมื่อเดินทางไปสู่ป่าเจอนายพราน พระถังก็ชวนนายพรานไปด้วย แต่นายพรานไม่ไป เพราะมีภาระต้องดูแลพ่อแม่
– เมื่อทุกอยากมีครบหมดแล้วแต่เรายังขาดความกตัญญู เราก็ไม่สามารถเข้าสู่นิพพานได้
– ในที่นี้ หมายถึง หากนายพรานตัดสินใจไปกับพระถัง โดยไม่ดูแลพ่อแม่ ปล่อยให้ท่านลำบาก ไม่ทำหน้าที่ลูก ก็ไม่อาจเข้าสู่นิพพานได้
ดังนั้น เราควรมีความกตัญญู ทำหน้าที่ของเราให้สำเรียบร้อยก่อน (ดูได้จาก ตอนเราบวช พระผู้บวชจะถามว่า อะนุญญาโตสิ๊ มาตาปิตูหิ (บิดามารดาเธออนุญาติแล้วหรือ) )

เพราะฉนั้น การทางสู่นิพพาน อันดับแรกที่เราควรมีก่อน คือ พระถัง (ศรัทธา/ เป้าหมาย) และควรทำหน้าที่ของเราก่อน (ความกตัญญู) ก่อนที่จะปฏิบัติเพื่อเข้าสู่นิพพาน

 

0 792

เราจะประสบความสำเร็จบรรลุเป้าหมายได้อย่างไร?

1920279_845026505523241_275984737_n

หลาย ปีที่ใช้ชีวิตอยู่ที่ฮาวาย ฉันแอบชื่นชมคนที่เล่นกระดานโต้คลื่นเป็น มีหลายครั้งที่ฉันขอยืมกระดานโต้คลื่นของเพื่อนมาลองเล่น แต่จนแล้วจนรอด ฉันก็ยังเล่นไม่ได้ โต้คลื่นไม่เป็นอยู่ดี

ในช่วงเวลานั้น โรเบิร์ต (ซึ่งเกิดและเติบโตฮาวาย) ซื้อกระดานโต้คลื่นอันใหม่มา ฉันอยากไปโต้คลื่นกับเขาบ้าง จึงเช่ากระดานโต้คลื่นอันหนึ่งในราคา 10 เหรียญต่อชั่วโมง มันเป็นกระดานโต้คลื่นสำหรับนักเล่นมือใหม่ เราสองคนนอนบนกระดาน ใช้มือสองข้างพายน้ำ พาตัวเองเข้าหาคลื่น ผลจบลงแบบที่คุณน่าจะคาดเดาได้ ฉันจมอยู่ใต้คลื่นตลอดทั้งหนึ่งชั่วโมงนั้น

ขณะ ที่กำลังรู้สึกท้อ ฉันเห็นครูสอนเล่นกระดานโต้คลื่นกำลังอธิบายวิธีการและสอนเด็ก 3 คนอยู่ข้างๆ ฉันค่อยๆพาตัวเองเข้าไปใกล้ๆ ครูคนนั้นบอกให้เด็กทำตามทีละขั้นตอนเริ่มจาก นอนบนกระดาน (บอร์ด) ค่อยๆลุกขึ้นโดยใช้หัวเข่ายันตัว แล้วยืนขึ้นทรงตัว ฉันค่อยๆจดจำในสิ่งที่ได้ยิน

โดยไม่สังเกต ครูคนนั้นหันมายิ้มให้ฉันแล้วพูดว่า “อยากโต้คลื่นได้บ้างมั้ยหละ” ฉันพยักหน้าแทนคำตอบ ครูคนนั้นยิ้มหนึ่งครั้งแล้วพูดว่า “งั้นทำตามที่ผมบอกสิ”

“ฉันทำได้ ฉันทำได้” ฉันบอกกับตัวเอง

“พร้อมหรือยัง คลื่นกำลังมาแล้วนะ” เขาหันมาถาม “เอ้า … พายเข้า พายเข้าไป”

ฉันกวักมือพายน้ำสุดแรงเกิด แต่แล้วคลื่นก็วิ่งผ่านฉันไปอีกตามเคย ครูคนนั้นหันมามองฉันอีกครั้ง

“เวลาผมบอกว่าพาย ผมหมายความว่าให้พาย” เขาพูด “คุณหนีมัน คุณหนีคลื่น ตกลงคุณอยากเล่นเป็นจริงหรือเปล่า” เขาถามแบบดุ

“คะ ฉันอยากเล่นเป็น” ฉันตะโกนตอบ

“ถ้างั้นทำตามที่ผมบอก อย่าหนี” เขาออกคำสั่ง “เอ้า … นอนลงบนกระดานแล้วพาย … พายสิ” เขาตะโกน

คลื่น กำลังมา ฉันพายเข้าหามันแบบสุดกำลังอีกครั้ง ไม่นานกระดานก็ขึ้นไปอยู่บนคลื่น มันดันกระดานของฉันอย่างแรง ฉันตื่นเต้นแต่ยังมีสติ เสียงตะโกน “ยืน ยืนได้แล้ว” จากครูคนนั้น

ความ กลัวว่าเขาจะมาเสียเวลาเพราะฉัน หากฉันทำในสิ่งที่เขาสอนไม่ได้ ทำให้ฉันตัดสินใจชันเข่า แล้วค่อยๆลุกขึ้น “ว้าววว ฉันยืนบนกระดานได้แล้ว” … ดีใจได้ไม่กี่วินาที กระดานก็เอียง แล้วฉันก็คว่ำตกน้ำไป

แม้ จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ฉันก็รู้สึกและจดจำประสบการณ์ของการยืนอยู่บนคลื่นได้เป็นอย่างดี ฉันไม่รอช้าที่จะเร่ิมลุยกับคลื่นใหม่อีกครั้ง ฉันสู้กับมันอยู่ร่วม 2 ชั่วโมง ในที่สุด ฉันก็โต้คลื่นเป็นแล้ว ให้ตายสิ ฉันชอบกิจกรรมนี่จังเลย

ฉันทำมันสำเร็จได้อย่างไร

มัน เริ่มจากแรงบันดาลใจที่อยากจะได้ยืนอยู่บนคลื่น ฉันอยากทำมันเองโดยไม่ต้องมีใครสั่ง ฉันรู้สึกหงุดหงิดเวลาทำมันไม่ได้ ฉันอยากทำ และไม่เคยคิดหรือรู้สึกอยากยอมแพ้

เมื่อมีความปรารถนาที่มากพอ ฉันก็จะพยายามขวนขวายหาความรู้ เพื่อหาทางทำมันให้สำเร็จเป็นจริงให้ได้

พายกระดาน เข้าหาคลื่น จมน้ำ ก็พายให้หนักขึ้น มากขึ้น จนกระทั่งโต้กับมันได้ ฉันค่อยๆใช้ความรู้ที่มี ประยุกต์ใช้มัน ปรับและจับจังหวะตัวเอง จนกระทั่งฉันทำตามที่ใจปรารถนาได้ นั่นคือ ยืนอยู่บนยอดคลื่น

สุดท้ายฉันได้สิ่งที่วิเศษสุด ไม่ใช่เพราะฉันโต้คลื่นได้ แต่มันคือประสบการณ์ของการลงมือทำในสิ่งที่ตั้งใจจนสำเร็จ

สูตรแห่งความสำเร็จ

ในชีวิตคนเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการเงินและการลงทุน คนส่วนใหญ่มักพยายามมองหาสูตรสำเร็จให้กับตัวเอง

คน จำนวนไม่น้อยเชื่อในเรื่องที่ว่า ความสำเร็จในโรงเรียน จะนำมาซึ่งความสำเร็จในชีวิต และนั่นทำให้พวกเขาอ่าน เขียน เรียนตัวเลขต่างๆมากมาย เพื่อหวังว่าจะได้ไม่ต้องเหนื่อยกับชีวิตในวันข้างหน้า … มันเป็นเรื่องไม่จริงเลยแม้แต่น้อย ไม่ใช่ว่าการศึกษาไม่สำคัญ แต่มันเป็นเพียงพื้นฐานของชีวิต ไม่ใช่ตั๋วผ่านประตูสู่ความสำเร็จ

หลาย ปีที่ผ่านมา ฉันพัฒนาหลักการสู่ความสำเร็จขึ้นมา เรียกว่า 4A หรือ 4 ขั้นตอนสู่ความสำเร็จ ซึ่งฉันใช้มันพัฒนาตัวเองทั้งการเล่นกระดานโต้คลื่นและการลงทุน และฉันเชื่อว่ามันน่าจะใช้ได้ในทุกๆเรื่องสำหรับเป้าหมายของคุณ

4 ขั้นตอนสู่ความสำเร็จนั้นไม่มีอะไรยาก และเรื่องราวของมันก็ไม่ต่างอะไรกับฉันที่เริ่มต้นพายกระดานมุ่งหน้าสู่ คลื่น จนสามารถยืนอยู่บนยอดคลื่นได้สำเร็จ

 

1. สร้างแรงปรารถนา (Aspire)

เลือกความฝัน ออกแบบอิสรภาพทางการเงินในแบบที่คุณต้องการ

2. ขวนขวายหาความรู้ (Acquire)

หา ความรู้ การศึกษา ข้อเท็จจริง ข้อมูล ทุกสิ่งทุกอย่างที่จะทำให้คุณเริ่มต้นลงมือทำได้ ขั้นตอนการหาความรู้นี้เป็นขั้นตอนที่จะอยู่กับคุณไปตลอด ไม่ว่าในช่วงใดของการก้าวสู่ความสำเร็จ เพราะโลกเศรษฐกิจทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

3. ประยุกต์ใช้ (Apply)

นำ ความรู้ที่หามาได้ไปประยุกต์ใช้กับชีวิตจริง ลงมือทำ นำสิ่งที่เรียนไปใช้ให้เกิดผลจริง ไม่ต้องรู้ให้รู้ทั้งหมดแล้วค่อยทำ คุณสามารถ 100% ของความรู้ที่มีอยู่เพียงเล็กน้อยไปลงมือทำได้เลย เพราะการลงมือทำในสิ่งเล็กๆที่รู้ จะพาคุณไปสู่การเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่และไม่รู้จบ และในที่สุดก็จะพาคุณไปถึงจุดหมาย

4. สำเร็จทีละน้อย (Achieve)

กุญแจ สำคัญสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ คือ การทำสิ่งเล็กๆให้สำเร็จทุกวัน เพื่อให้คุณเข้าใกล้อิสรภาพทางการเงินในทุกวันที่ออกเดิน ตั้งเป้าหมายเล็กๆ ทำมันให้สำเร็จทุกวัน ให้รางวัลเล็กๆหรือชื่นชมตัวเองสักหน่อย เพื่อสร้างพลังใจในการเดินหน้าสู่ความสำเร็จปลายทางที่ยิ่งใหญ่

 

————————

จาก 4 A’s for Success

โดย Kim Kiyosaki

เรียบเรียงโดย จักรพงษ์ เมษพันธุ์

ที่มา: www.facebook.com/notes/richdadthai/4-ขั้นตอนสู่ความสำเร็จ/894361040589787

0 891

resize

คุณอนันต์ อัศวโภคิน เจ้าของแลนด์แอนด์เฮาส์พูดดี 11 นาที ได้เนื้อหาและแรงบันดาลใจยิ่ง

ในขณะที่คนอื่น ๆ บอกว่าต้องเร่งยกระดับการศึกษาของชาติ แต่คุณอนันต์ตั้งคำถามว่า คนที่ประสบความสำเร็จ
จะต้องเรียนเก่งจริงหรือไม่ ?
ประเทศไทยเน้นเรื่องการศึกษามาก จนลืมเรื่องความสำคัญของการฝึก “นิสัย” คนไทยควรจะมีนิสัยอย่างไร จึงจะเจริญก้าวหน้าในชีวิต

คนที่มีนิสัยดี เหมือนเรามีเครื่องจักรที่ดีในตัว ไม่ว่าไปทำอะไรก็จะดี

คุณอนันต์ เจ้าของแลนด์แอนด์เฮาส์ เล่าว่าเกิดมาในครอบครัวยากจนในบ้านมีคนมากถึง 31คน ถือเป็นสถานที่สำคัญฝึกนิสัยให้กับเขาจนทำให้มีวันนี้

นิสัยที่ดี ฝึกไม่ยาก เริ่มจากที่บ้านใน 5 ห้อง

1. ห้องนอน :
ฝึกทำใจให้ว่าง ทำสมาธิ ล้างใจสะอาด นอนได้เต็มที่ และฝึกตื่นให้เป็นเวลา เก็บที่นอน เปิดหน้าต่างให้เคยชิน

“ถ้าเราเป็นคนไม่ตื่นตามเวลา ใช้ปุ่ม Snooze เพื่อที่จะตื่นมากด Snooze อีกที เราจะกลายเป็นคนที่ทำงานเสร็จนาทีสุดท้ายเสมอ”

2. ห้องน้ำ :
ฝึกการใช้น้ำอย่างประหยัด เกรงใจคนอื่น รักษาเวลา การฝึกล้างห้องน้ำให้เป็น จะช่วยฝึกให้เราไม่ดูถูกคน เป็นคนไม่เลือกงาน ไม่มีทิฐิ
“สมัยเด็ก บ้านผมไม่ได้มีฐานะ
แต่มีคนถึง 31 คน น้ำก็ต้องใช้ประหยัด เข้าห้องน้ำนานไม่ได้ เพราะคนอื่นก็ต้องใช้เหมือนกัน” “ผมล้างห้องน้ำมาจนโต ทำให้ทุกงานผม ห้องน้ำต้องสะอาด เสียอย่างเวลาขึ้นเครื่อง บางทีผมต้องเสีย 15 นาที เช็ดห้องน้ำจน สะอาด” “คนว่าผมสร้างห้างมาให้คนเข้าห้องน้ำ
ทั้ง Terminal 21 หรือ Fashion ก็ยอมรับครับตอนนี้มีคนมาเข้าห้องน้ำห้างผม วันละเป็นแสน”

3. ห้องแต่งตัว :
ฝึกให้รู้จักตัดใจ เสื้อผ้าไม่ใส่ต้องทิ้ง เสียสละให้คนอื่น ใช้สิ่งของต่าง ๆ อย่างพอดีตัว “ไม่ใช่จะใช้ชีวิตแย่ ๆ แต่เท้ามีแค่สองข้าง จะมีรองเท้ามากมายทำไม อะไรไม่ได้ใส่เกิน 2
เดือนเอาไปบริจาคเอื้อ เฟื้อเผื่อแผ่”

4. ห้องกินข้าว :
ฝึกการทานอาหาร นั่งพร้อมหน้ากัน รู้จักแบ่งปัน ตักข้าวแล้วต้องกินให้ หมด ดังนั้นต้องตักให้ พอดีตัวและตักให้พ่อแม่หรือคนอื่นก่อน
“ไข่พะโล้ 2 ฟอง นั่งกัน 4 คน เราต้องแบ่งกันคนละครึ่งฟอง และตัดให้แม่ก่อน จนติดนิสัยให้คนอื่นก่อน เช่นเวลาเข้าออกลิฟต์”

5. ห้องทำงาน :
ฝึกจัดลำดับความสำคัญ อย่าให้มีอะไรรกบนโต๊ะทำงาน กระดาษที่กองเต็มโต๊ะ บอกนิสัยไม่ตัดสินใจ หรือไม่มั่นคงทางใจ กลัวไม่มีข้อมูล “เวลาผมเจอใครกระดาษกองเต็มโต๊ะ ผมคิดเลยว่าคนนี้ไม่กล้าตัดสินใจ หรือ Insecure กลัวขาดข้อมูล ทั้งที่มันมีในมือถือหมดแล้ว” “ห้องทำงานผมไม่มีกระดาษบนโต๊ะ ไม่มีโทรศัพท์เพราะใช้มือถือ ไม่มีคอมพ์เพราะใช้แท็บเล็ต ตอนนี้มีห้องไว้โชว์ว่าว่างเปล่า”

5 ห้องนี้จะฝึกให้เรา รักษาความสะอาด มีระเบียบวินัย ตรงต่อเวลา สุภาพ และฝึกสมาธิให้ใจสะอาด
“คนเรียนเก่งไม่ใช่คนเก่งเสมอไป แต่คนเก่งมักมีนิสัยสร้างความเจริญก้าวหน้าเรื่องนี้อย่าสอนแต่ในห้องเรียน เริ่มจากที่บ้าน”

“ทุกวันนี้โลกวุ่นวายไม่ใช่เพราะคนไม่มีการศึกษา แต่เพราะคนนิสัยไม่ดี และมีการศึกษาเยอะต่างหาก”

คุณอนันต์ ยังเล่าว่าในปี 40 เกือบล้มละลาย ขาดทุน 3-4 หมื่นล้าน เพราะกู้เป็นเงินดอลลาร์ แต่รายได้เป็นเงินบาท ต้องไปเจรจากับเจ้าหนี้
ตอนเจรจากับเจ้าหนี้ คุณอนันต์ยังยิ้มได้ตลอด เพราะนึกถึงสมัยเด็กบ้านยากจน ต้องยืมของเล่น ข้างบ้าน ซึ่งคนที่หน้าตา หมองเศร้าคือเด็กคนนั้น

ที่มา : https://storify.com/yoware/5/